เคล็ดลับก้นครัวช่วยลดแคลอรีในอาหาร

9

หลายๆ คนที่กำลังอยู่ในช่วยลดน้ำหนัก จำเป็นต้องควบคุมทั้งปริมาณอาหาร ชนิดของอาหาร รวมถึงรสชาติของอาหารด้วย ซึ่งอาจจะทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับอาหารที่ต้องรับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ จนไม่อยากลดน้ำหนักอีกต่อไป วันนี้เรามีเคล็ดลับความอร่อยที่จะทำให้อาหารลดน้ำหนักของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไปมาฝากกันค่ะ

  1. เปลี่ยนวัตถุดิบ ลองเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารเดิมๆ ที่เคยทำเป็นประจำ จะทำให้คุณสามารถ ลดปริมาณแคลอรีได้อย่างไม่คาดคิด เริ่มจากการเปลี่ยนแปรงวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารแต่ละมื้อ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ วัตถุดิบทดแทนใหม่ๆ นั้น ควรมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับวัตถุดิบชนิดเดิม แต่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์มากกว่าค่ะ
  2. รสชาติอาหาร คุณรู้หรือไม่ว่า รสชาติของอาหารถ้ายิ่งปรับแต่งรสชาติให้ถูกปากมากขึ้นเท่าไหร่ แคลอรีก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น คุณควรหลีกเลี่ยงการปรุงแต่งรสชาติของอาหารตามใจตัวเอง แต่หันมาเลือกวัตถุดิบที่ให้รสชาติความอร่อยโดยไม่มีแคลอรีจะดีกว่าค่ะ
  3. เพิ่มคุณค่าให้อาหาร การรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก นอกจากคุณจะเลือกใช้วัตถุดิบที่ช่วยลดแคลอรีแล้ว ควรเพิ่มคุณค่าของอาหารด้วยการ เติมผักหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือเป็นลูกเต๋าใส่ลงไปในอาหาร เพื่อให้อาหารดูน่ารับประทาน แถมยังได้ประโยชน์กับร่างกายอีกด้วยค่ะ

เพียงแค่คุณใส่ใจในการปรุงอาหารสำหรับรับประทานในแต่ละมื้อนั้น ก็สามารถทำให้คุณลดน้ำหนักลงมาได้ค่ะ นอกจากนี้คุณควรปรับเปลี่ยนตำราการปรุงอาหารลดน้ำหนักเสียใหม่ เพิ่มคุณค่าของอาหาร และประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับประทานอาหารนั้นๆ ด้วย เพื่อให้การลดน้ำหนักของคุณประสบผลสำเร็จ และมีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วยค่ะ

เมนูอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก

8

สำหรับสาวคนไหนที่กำลังมองหาอาหารลดน้ำหนักกันอยู่ล่ะก็ วันนี้เรามีเมนูอาหารสำหรับการลดน้ำหนักมาให้คุณเลือกหลายอย่างมากมาย ทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น เพื่อคุณสาวๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะทานอะไรดี ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีเมนูอาหารอะไรบ้าง

มื้อเช้า  อาหารที่ควรเลือกรับประทาน ได้แก่ น้ำเต้าหู้ใส่ลูกเดือย 1 แก้ว, ข้าวต้ม 1 ถ้วยกับยำกุ้งแห้ง, แอปเปิ้ล 1 ผล หรือจะเลือกเป็นน้ำผลไม้, ชา บวกกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่นก็ได้ค่ะ

มื้อกลางวัน อาหารที่ควรเลือกรับประทาน ได้แก่ แกงจืดเต้าหู้ใส่ผักกาดขาว 1 ถ้วย, แกงส้มผักรวม 1 ถ้วย, เกี๊ยวน้ำไม่ใส่หมูแดง 1 ถ้วยเล็กๆ, กล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า 1 ลูก, ข้าวต้มกุ้ง 1 ถ้วยเล็กๆ หรือ แอปเปิ้ล 1 ผล เหมือนในมื้อเช้าก็ได้ค่ะ

มื้อเย็น อาหารที่ควรเลือกรับประทาน ได้แก่ ผักนึ่งหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก เช่น ผักกวางตุ้ง ถั่วพู ถั่วฝักยาว หน่อไม้, แกงจืดฟักหรือหัวไช้เท้า ไม่ใส่เนื้อสัตว์ 1 ถ้วย หรือ ผักสดๆ แช่เย็น จิ้มกับน้ำพริกหรือซอส เช่น แตงกวา มะเขือเทศ แครอท ดอกกะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

สำหรับเมนูอาหารที่เราแนะนำมานี้ คุณสามารถเลือกทานอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ต้องทานเพียงอย่างเดียวในมื้อนั้นๆ นะคะ  แน่นอนว่าเป็นเมนูที่ง่ายๆ ไม่ว่าจะทำเอง หรือหาซื้อมารับประทานก็ได้ไม่ยากค่ะ เป็นเมนูอาหารไทยๆ จากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพและการลดน้ำหนักที่ดีสำหรับคุณสาวๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ การลดน้ำหนักที่ดีควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการเลือกอาหารการกินด้วย เพื่อคุณจะได้มีรูปร่างที่สวยเพรียว สมส่วน และมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอีกด้วยค่ะ

ลดน้ำหนักด้วยเมนูอาหารประจำวัน

7

สำหรับสาวๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก และเบื่อที่จะต้องหาเมนูอาหารลดน้ำหนักตามสูตรที่ยุ่งยากหลากหลาย ในการกินอาหารแต่ละมื้อประจำวัน ซึ่งคงสร้างความวุ่นวายให้กับคุณไม่น้อยเลยนะคะ วันนี้เรามีเมนูอาหารลดน้ำหนักที่คุณสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์เอาเองได้ตามใจชอบ แถมไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย มาฝากคุณสาวๆ กันค่ะ

มื้อเช้า

ไข่ต้มไม่สุก ปรุงรสด้วยพริกไทยดำมากๆ เกลือเล็กน้อย 1 ฟองเท่านั้น

ข้าวโอ๊ตชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วย

ซุปเห็ดสด หรือต้มจืดเห็ด 1 ถ้วย

ถั่วลันเตานึ่งหรือต้ม ปรุงรสด้วยเกลือ หรือซอสพริก 1 ถ้วย

ข้าวต้ม+จับฉ่าย 1 ถ้วย หรือซุปผักโขม 1 ถ้วย

มื้อกลางวัน

น้ำแอปเปิ้ล 1 แก้ว+ ส้ม 2 ผล

แครอทต้ม 1 จานเล็กๆ กับแฮมนึ่ง 1 แผ่น

ขนมจีนน้ำยาป่า 1 จานเล็ก

ยำเห็ด หรือยำก้านคะน้า

ไข่ดาว ปรุงรสด้วยพริกไทยดำมากๆ เกลือเล็กน้อย 1 ฟอง

ส้มตำมะละกอ

ผัดถั่วงอกไม่ใส่หมู

มื้อเย็น

แกงจืดผักโขมไม่ใส่หมู 1 ถ้วย

ส้มตำแครอทหรือมะละกอ

ฝรั่งหั่นชิ้นเล็ก 1 ผล

ข้าวต้ม 1 ถ้วย + จับฉ่ายครึ่งถ้วย

แฮมนึ่ง 3 แผ่น + สลัดผลไม้รวม

ผัดผักบุ้งไฟแดง 1 จาน

ไข่ต้มไม่สุก ใส่พริกไทยดำมากๆ 1 ฟอง ถั่วลิสงต้ม 1 ถ้วย

ข้าวต้มซุปเห็ดหรือซุปหัวหอม 1 ถ้วย

เมนูอาหารที่เราแนะนำมาทั้ง 3 มื้อนี้ ให้คุณเลือกกินอย่างใดอย่างหนึ่งในมื้อนั้นๆ หรือจะกินสลับกันไปทุกวันก็ได้ค่ะเพื่อให้การลดน้ำหนักของคุณดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป นอกจากนี้ ควรหมั่นออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกินอาหารเหล่านี้ไปด้วย เพื่อให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายและเร็วขึ้น แถมยังได้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วยนะคะ

อาหารที่เหมาะสมกับการลดน้ำหนัก

6

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในหมู่ของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและผู้ที่รักสุขภาพ การเลือกอาหารการกินถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะนอกจากการออกกำลังกายแล้ว การทำกิจวัตประจำวันต่างๆ ที่ช่วยทำให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ การกินอาหารถือว่าเป็นตัวการหลักที่จะเป็นตัวชี้วัดได้ว่าน้ำหนักคุณจะลดหรือจะเพิ่มขึ้น ต่อให้ออกกำลังกายมากแค่ไหน แต่ถ้าพฤติกรรมการกินของคุณยังเป็นแบบเดิม คุณก็จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ วันนี้เรามีอาหารที่เหมาะกับการลดน้ำหนักและผู้ที่รักสุขภาพมาฝากกันค่ะ

โยเกิร์ตไขมันต่ำ เป็นอาหารช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกาย และในโยเกิร์ตยังมีแบคทีเรียที่ช่วยให้กระบวนการทำงานของระบบย่อยอาหารภายในร่างกายดีขึ้นค่ะ

นมถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง หรือว่าน้ำเต้าหู้ เป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และโดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงได้อีกด้วยค่ะ

โปรตีนและไขมัน  ในช่วงของการลดน้ำหนัก คุณควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนชนิดดีและมีไขมันต่ำ เช่น เต้าหู้ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อปลา เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะไม่มีคอเลสเตอรอล แถมยังย่อยง่ายอีกด้วยค่ะ

อาหารที่เราแนะนำกันในวันนี้ เป็นอาหารที่หาซื้อได้ทั่วไปไม่ยากเลยนะคะ ลองปรับให้เข้ากับอาหารที่คุณกินในแต่ละมื้อในทุกๆ วันดูค่ะ รับรองว่าความอ้วนจะไม่มากวนใจคุณอีกเลย

ฝึกโยคะลดบั้นท้ายแบบเร่งด่วน

5

คุณสาวๆ ทั้งหลายที่มัวแต่นั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่กับโต๊ะของตัวเอง จนก้นใหญ่ บั้นท้ายย้อยกันเป็นแถว เพราะนั่งทำงานนานๆ และไม่มีเวลาออกกำลังกาย วันนี้เรามีท่าโยคะเพื่อใช้ในการออกกำลังกายลดบั้นท้ายมาฝากคุณสาวๆ กันค่ะ

  1. ท่ายืนขาเดียวตัว T ให้คุณยืนตัวตรง แขนแนบลำตัว ย่อเข่าซ้ายเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ยกขาขวาขึ้น พยายามเหยียดเป็นแนวเส้นตรงขนานกับสะโพก จากนั้นให้พนมมือแล้วเหยียดแขนขึ้นขนานกับศีรษะ แขนแนบชิดกับใบหู และลำตัว ค้างท่านี้ไว้ 3-5 ลมหายใจ กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ในท่ายืนตรง แล้วทำสลับข้างกัน เป็นท่าโยคะที่สามารถบริหารได้ทั้งส่วนแขน ลำตัว และขา ซึ่งสามารถกระชับสัดส่วนช่วงไหล่ แขน สะโพก และก้นของคุณได้อย่างดีค่ะ
  2. โยคะท่า GODDESS เป็นท่าที่กางขาทั้งสองข้างออกกว้างๆ ในลักษณะย่อตัวลง ตั้งตัวให้ตรงและพนมมือแนบอก ซึ่งถ้าหากทำท่านี้ได้นาน 1 นาทีหรือมากกว่านั้น จะช่วยกล้ามเนื้อให้เผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ดี โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่แขน สะโพกและบั้นท้าย
  3. ท่านักรบ ให้คุณยืนตรง เท้าชิดกัน เหยียดเข่าให้ตึง แยกเท้าออกให้กว้างประมาณ 3-4 ฟุต กางแขนออกขนานกับพื้น หมุนเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา ส่วนเท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อย งอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย และส้นเท้าซ้ายอยู่ในแนวเดียวกันในแนวดิ่ง ขาขวาตึง เหยียดแขนซ้ายไปทางซ้าย แขนขวาไปทางขวา ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที แล้วสลับข้างทำท่าเดิมอีกครั้ง

โยคะทั้ง 3 ท่านี้เป็นท่ายอดนิยมที่สามารถกระชับสัดส่วนสำคัญในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ หัวไหล่ ต้นขา และน่อง อีกทั้งยังช่วยกระชับหน้าท้องให้เรียบแบน และแก้อาการปวดหลังได้ดีอีกด้วยค่ะ

มาฝึกโยคะเพื่อลดสะโพกกันดีกว่า

4

สำหรับสาวๆ ทั้งหลายที่ทำงานในสำนักงานหรือออฟฟิศต่างๆ นั้น ได้แต่นั่งติดอยู่กับเก้าอี้หรือโต๊ะทำงานอยู่ตลอดทั้งวัน ท ทำให้บั้นท้ายหรือสะโพกมีขนาดใหญ่ขึ้น วันนี้เรามีท่าโยคะเพื่อลดสะโพกให้เล็กและกระชับขึ้นมาฝากกันค่ะ

  1. ท่าตรีโกณหมุนกลับ ให้คุณยืนตัวตรง แล้วก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ทำมุมประมาณ 90 องศา ให้ฝ่าเท้าซ้ายอยู่กึ่งกลางฝ่าเท้าขวา ลำตัวช่วงบนอยู่ศูนย์กลาง ให้ช่วงเข่าจนถึงปลายเท้าเป็นเส้นขนาน จากนั้นเหยียดแขนให้ขนานกับหัวไหล่ มือขวาวางพื้นขนานกับ ฝ่าเท้าซ้าย มือซ้ายเหยียดขึ้นขนานหัวไหล่ ตามองขึ้นข้างบน ยายามให้น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้าทั้งสองมากกว่าฝ่ามือขวา แล้วค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วกลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ในท่ายืนตรง แล้วทำสลับข้าง ท่านี้จะเน้นการยืดตัวตรง และบังคับให้ส่วนสะโพกอยู่ทิศทางเดียวกับแผ่นหลัง ซึ่งจะช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายได้เป็นอย่างดีค่ะ
  2. ท่าสะพานโค้ง ให้คุณนอนหงายราบไปกับพื้น แล้วชันเข่าขึ้น แยกเท้าห่างเท่ากับความกว้างของสะโพก แขนวางแนบลำตัว ค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนก้นอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่า ยกหน้าอกให้อยู่เหนือไหล่ ค้างไว้สักครู่ แล้วค่อยๆ ผ่อนลง กลับสู่ท่าเริ่มต้น ท่าสะพานโค้งเป็นท่าที่ทำแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายมาก เนื่องจากช่วยยืดกล้ามเนื้อร่างกายได้เกือบทุกสัดส่วน อีกทั้งยังสามารถช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

สาวๆ ที่อยากมีสะโพกเล็ก กระชับขึ้น อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ อย่าลืมว่าในวันแรกๆ ของการฝึก ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ อย่าฝืน และอย่าหักโหม ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปดีกว่าค่ะ

สุขภาพฟันดูแลได้ด้วยตนเอง

7-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99

หากว่าเรามีเหงือกและฟันที่แข็งแรง เคี้ยวอาหารได้ดี สามารถทานอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน มันก็ย่อมล้วนทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงตามที่ดั่งใจหวังเอาไว้ และในทางตรงกันข้าม หากคุณดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากไม่ดีพอ ปล่อยให้ช่องปากกลายเป็นที่กักเก็บสะสมของเชื้อโรค มันก็จะก่อให้เกิดฟันผุหรือเกิดโรคเหงือกตามมา เหมือนประดั่งว่า ช่องปากของเราได้เรียกร้องขอให้คุณช่วยดูแลเอาใจใส่เขาบ้าง ถ้าหากว่าคุณไม่อยากจะเผชิญหน้ากับความทุกข์และความเจ็บปวดเช่นนั้น คุณก็ควรที่หันมาเอาใจใส่ซอกเหงือกและซอกฟันของคุณอย่างจริงจังเสียที

การหมั่นตรวจฟันและเหงือกด้วยตนเอง เชื่อว่าใครหลายๆคนคงแทบไม่เคยสำรวจสุขภาพภายในช่องปากของตนเองเลย ทั้งๆที่ส่องกระจกอยู่ทุกวัน การตรวจเหงือกและฟันทำได้ง่ายมาก แถมยังใช้เวลาไม่เยอะ แค่มีอุปกรณ์เพียงกระจกเงาธรรมดา หรืออาจใช้กระจกเงาเล็กๆ อีกหนึ่งอันช่วยสะท้อนให้เห็นบริเวณที่มองเห็นตรงๆ ไม่ได้เท่านั้น

เริ่มจากให้คุณสังเกตสีของเหงือก โดยเหงือกปกติจะมีสีชมพูซีด หรือมีสีคล้ำ ตามสีผิวของแต่ละคน มีลักษณะขอบบาง ปกคลุมและแนบกับคอฟัน ส่วนเหงือกอักเสบจะมีสีแดงจัด เป็นมันวาว บริเวณขอบเหงือกจะบวม ยื่นเลยคอฟันออกมา เลือดออกง่าย เมื่อใช้มือกดจะเจ็บ บางครั้งอาจมีหนองไหลออกมา จากนั้นให้ดูว่ามีฟันผุหรือไม่ ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก เพราะจะเห็นมีเส้นหรือรูสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มบนตัวฟัน

โดยเฉพาะตามร่องฟันบนฟันกราม หรือตามซอกฟันบริเวณฟันหน้า แต่บางครั้งเส้นสีดำหรือสีน้ำตาลที่เห็นอาจเป็นเพียงคราบสีที่ติดอยู่ การ ตรวจฟันควรทำหลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว สังเกตดูว่ามีฟันที่เริ่มมีรอยดำหรือเป็นจุดแล้วหรือไม่ หรือเหงือกบริเวณไหนมีการบวมแดงอักเสบ เมื่อพบแล้วจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที

วิธีดูแลฟันและเหงือกไม่ใช่สิ่งที่ทำยาก ทุกคนล้วนทำได้ด้วยตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น หากอยากให้สุขภาพฟันดีแล้วก็อย่าลืมทำตามคำแนะนำจากเรานะคะ

สาเหตุของอาการเสียวฟัน

6-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99

คนส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหากับอาการเสียวฟันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อน เย็น หวาน หรือเปรี้ยว ก็ล้วนเป็นสาเหตุจากการเกิดอาการเสียวฟันได้ทั้งหมด โดยภายในสภาวะที่ปกติ หากบริเวณเนื้อฟันแนวรากฟัน ที่เคลือบด้วยสารเคลือบฟันในตัวฟันและเหงือกที่ล้อมรอบฟัน หากเมื่อเวลาผ่านไป สารเคลือบฟันดังกล่าวสามารถบางลง นั่นจึงทำให้การป้องกันลดน้อยลง และเหงือกยังอาจร่นได้ตลอดเวลา เผยให้เห็นพื้นผิวรากฟันที่อยู่ใต้เนื้อฟัน เนื้อฟันที่มีจำนวนรูหรือท่อที่เชื่อมต่อจากด้านนอกของฟันไปที่ศูนย์กลางเส้นประสาท เมื่อเนื้อฟันเผยออกมา ท่อเหล่านี้จะอาจถูกกระตุ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรืออาหารบางชนิด

 

อะไรเป็นสาเหตุของอาการเสียวฟัน

  1. ภาวะเหงือกร่นเนื่องจากอายุ หรือการแปรงฟันที่ไม่เหมาะสม
  2. เครื่องดื่มที่เป็นกรด ที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนเคลือบฟันและ การเผยของเนื้อฟัน
  3. การบดฟัน – ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการรู้สึกเสียวแปลบ ทั้งหมดของฟัน
  4. การแปรงฟันด้วยยาสีฟันด้วยการขัดถูมากๆ การแปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือ การแปรงฟันมากกว่าสามครั้งต่อวัน อาจทำให้เกิดการสูญเสียของสารเคลือบฟัน
  5. โรคเหงือก ซึ่งอาจมีผลทำให้เหงือกร่นได้
  6. ฟันบิ่นหรือหักอาจทำให้เผยให้เห็นเนื้อฟัน

นอกจากนี้ การรักษาทางทันตกรรม ก็เป็นสาเหตุ ของความรู้สึกเสียวได้ เช่น การฟอกฟันขาว การทำความสะอาดฟันโดยผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรม การใส่ที่ครอบฟันหรือการอุดฟันเป็นที่ทราบว่าเป็น สาเหตุทำให้มีความรู้สึกไวในระหว่างหรือหลังจากขั้นตอนดังกล่าว

เมื่อทราบสาเหตุของอาการเสียวฟันแบบนี้แล้ว ก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอันนำมาซึ่งอาการเสียวฟันกันนะคะ หรือหากอาการรุนแรงจนไม่อาจรับมือได้จริง คงต้องปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันแล้วค่ะ

 

ก่อนจัดฟันคุณเตรียมความพร้อมแล้วหรือยัง?

5-%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7

การจัดฟัน หากเป็นเมื่อก่อนแล้วหลายคนนิยมจัดฟันเพื่อให้สุขภาพฟันดี ฟันเรียงสวยเป็นระเบียบ ทำให้ยิ้มสวยมั่นใจมากขึ้น แต่สำหรับในยุคปัจจุบันการจัดฟันกลายมาเป็นแฟชั่นที่วัยรุ่นบ้านเรานิยมกันอยู่ช่วงหนึ่ง หันมองไปทางไหนเราจึงเห็นแหล่งรับจัดฟันระบาดเกลื่อนเมือง ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่การจัดฟันอย่างถูกวิธีเพื่อทำให้สุขภาพฟันดีขึ้นตามมาเลย ตรงกันข้าม การจัดฟันโดยการใช้เหล็กครอบฟันแบบหลากหลายสีสันนั้นล้วนส่งตรงมาพร้อมอันตรายอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย และในวันนี้หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดอยากจัดฟันล่ะก็ ก่อนอื่นคุณจะต้องเข้าพบทันตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำต่างๆ และจัดฟันกับทันตแพทย์กับคลีนิคที่ผ่านการรับรองแล้วเท่านั้น

หากคุณต้องการที่จะรักษาฟันทางทันตกรรมจัดฟันแล้วล่ะก็ คุณควรจะมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าให้ดีเสียก่อน เพราะหากคุณขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเตรียมตัวไป คุณอาจจะเกิดการเสียใจในภายหลังเอาได้ ผมจึงมาแชร์คำแนะนำดีๆให้กับคุณเพื่อได้รับรู้เอาไว้ สำหรับคนที่กำลังจะไปทำการรักษา และจัดฟันกันครับ

การเตรียมพร้อมของสภาพในช่องปากเนื่องจากสภาวะของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันจะมีความสำคัญต่อการจัดฟันทั้งในระหว่างการจัดฟันและภายหลังการจัดฟันการเคลื่อนที่ของฟันจะเป็นไปได้ด้วยดีต่อเมื่อสภาพของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันอยู่ในสภาพแข็งแรงพอที่จะรองรับแรงจากเครื่องมือหรือการหยุดแรงโดยไม่จำเป็นเพราะอาจมีผลให้ระยะเวลาของการรักษาเนิ่นนานขึ้นหรือซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องอุดฟันที่ผุทุกซี่ในปากให้เสร็จสิ้น ก่อนการใส่เครื่องมือจัดฟันเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ต้องมีการถอดเครื่องมือจัดฟันออกเพื่ออุดฟันในระหว่างการบำบัดรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ

สำหรับฟันที่ตรวจพบว่ามีการผุลุกลามจนถึงโพรงประสาทและจำเป็นต้องรักษารากฟันควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนใส่เครื่องมือจัดฟันอย่างน้อย 6 เดือนหรือถ้ารีบด่วนเกินไป ก็ให้ขึ้นอยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์ในการจัดฟันร่วมกับทันตแพทย์ผู้ที่จะให้การรักษาคลองรากฟันสำหรับความแข็งแรงของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันผู้ป่วยสามารถสังเกตถึงความผิดปกติของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันได้โดยดูจากลักษณะที่บวมแดงของเหงือกหรือการมีเลือดออกตามไรฟัน การพบหินปูนจับตามคอฟันหรือฟันโยกนั้น ควรจะต้องรักษาให้หายเสียก่อนจะใส่เครื่องมือจัดฟัน เพราะไม่อย่างนั้น มันอาจจะเป็นผลร้ายต่อคุณในภายหลังเอาได้

 

ก่อนจัดฟันคุณเตรียมความพร้อมแล้วหรือยัง?

4-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99

การจัดฟัน หากเป็นเมื่อก่อนแล้วหลายคนนิยมจัดฟันเพื่อให้สุขภาพฟันดี ฟันเรียงสวยเป็นระเบียบ ทำให้ยิ้มสวยมั่นใจมากขึ้น แต่สำหรับในยุคปัจจุบันการจัดฟันกลายมาเป็นแฟชั่นที่วัยรุ่นบ้านเรานิยมกันอยู่ช่วงหนึ่ง หันมองไปทางไหนเราจึงเห็นแหล่งรับจัดฟันระบาดเกลื่อนเมือง ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่การจัดฟันอย่างถูกวิธีเพื่อทำให้สุขภาพฟันดีขึ้นตามมาเลย ตรงกันข้าม การจัดฟันโดยการใช้เหล็กครอบฟันแบบหลากหลายสีสันนั้นล้วนส่งตรงมาพร้อมอันตรายอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย และในวันนี้หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดอยากจัดฟันล่ะก็ ก่อนอื่นคุณจะต้องเข้าพบทันตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำต่างๆ และจัดฟันกับทันตแพทย์กับคลีนิคที่ผ่านการรับรองแล้วเท่านั้น

หากคุณต้องการที่จะรักษาฟันทางทันตกรรมจัดฟันแล้วล่ะก็ คุณควรจะมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าให้ดีเสียก่อน เพราะหากคุณขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเตรียมตัวไป คุณอาจจะเกิดการเสียใจในภายหลังเอาได้ ผมจึงมาแชร์คำแนะนำดีๆให้กับคุณเพื่อได้รับรู้เอาไว้ สำหรับคนที่กำลังจะไปทำการรักษา และจัดฟันกันครับ

การเตรียมพร้อมของสภาพในช่องปากเนื่องจากสภาวะของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันจะมีความสำคัญต่อการจัดฟันทั้งในระหว่างการจัดฟันและภายหลังการจัดฟันการเคลื่อนที่ของฟันจะเป็นไปได้ด้วยดีต่อเมื่อสภาพของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันอยู่ในสภาพแข็งแรงพอที่จะรองรับแรงจากเครื่องมือหรือการหยุดแรงโดยไม่จำเป็นเพราะอาจมีผลให้ระยะเวลาของการรักษาเนิ่นนานขึ้นหรือซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องอุดฟันที่ผุทุกซี่ในปากให้เสร็จสิ้น ก่อนการใส่เครื่องมือจัดฟันเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ต้องมีการถอดเครื่องมือจัดฟันออกเพื่ออุดฟันในระหว่างการบำบัดรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ

สำหรับฟันที่ตรวจพบว่ามีการผุลุกลามจนถึงโพรงประสาทและจำเป็นต้องรักษารากฟันควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนใส่เครื่องมือจัดฟันอย่างน้อย 6 เดือนหรือถ้ารีบด่วนเกินไป ก็ให้ขึ้นอยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์ในการจัดฟันร่วมกับทันตแพทย์ผู้ที่จะให้การรักษาคลองรากฟันสำหรับความแข็งแรงของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันผู้ป่วยสามารถสังเกตถึงความผิดปกติของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันได้โดยดูจากลักษณะที่บวมแดงของเหงือกหรือการมีเลือดออกตามไรฟัน การพบหินปูนจับตามคอฟันหรือฟันโยกนั้น ควรจะต้องรักษาให้หายเสียก่อนจะใส่เครื่องมือจัดฟัน เพราะไม่อย่างนั้น มันอาจจะเป็นผลร้ายต่อคุณในภายหลังเอาได้