การครอบฟันและการยึดฟันปลอม

3-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99

นอกจากการใส่เหล็กจัดฟันที่วัยรุ่นหนุ่มสาวเรานิยมใส่เพื่อจัดเรียงฟันให้สวยงามมีสุขภาพดี ยิ้มสวยกันแล้ว ในช่วงวัยที่อายุมากขึ้น ผู้ใหญ่เรารวมถึงกลุ่มคนที่อายุมากแล้วค่อนข้างพบกับปัญหาสุขภาพฟันกันมาก และการใส่ฟันปลอมก็เริ่มมีมากขึ้น ในที่นี้ เราจึงจะพาทุกท่านมาอ่านรายละเอียดน่ารู้เกี่ยวกับการครอบฟันและการยึดฟันปลอมกันค่ะ มาดูกันเลยนะคะ

การครอบฟันและการยึดฟันปลอม ส่วนมากจะเป็นการใส่ฟันปลอมกันแบบถาวร และไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้ นอกจากฟันปลอมแบบที่คุณสามารถถอดออกได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นฟันปลอมที่ถอดออกมาเพื่อทำความสะอาดได้ทุกวัน ส่วนการครอบฟัน และการยึดฟันปลอมจะเป็นแบบซีเมนต์ที่อยู่บนฟันแท้ หรือไม่ก็ยึดติดกับฟัน สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยทันตแพทย์เท่านั้น

การครอบฟัน เป็นวิธีการครอบหรือคลุมฟันที่เสียหายแทบจะทั้งซี่ เพื่อต้องการทำให้ฟันซี่นั้น ดูแข็งแรงมากขึ้น หรือเพื่อตกแต่งรูปทรงให้มีความสวยงาม และเป็นระเบียบมากขึ้น การครอบฟันมักจะใช้ พอร์เซเลน หรือเซรามิก เป็นส่วนประกอบ โดยสามารถปรับสีให้เข้ากับสีของฟันตามธรรมชาติได้ ส่วนวัสดุอื่นๆ อย่าง ทอง หรือโลหะผสม อาครีลิค เซรามิก ก็จะมีความแข็งแรง มากกว่าพอร์เซเลน

 

สาเหตุของการครอบฟัน แน่นอนว่า การจะครอบฟันหรือการรักษาสุขภาพฟันนั้น คุณจะต้องมีสาเหตุที่จะต้องบอกกับแพทย์ เพื่อให้แพทย์ดูแลได้อย่างทั่วถึง โดยการครอบฟันจะมีประโยชน์ได้ดังต่อไปนี้

 

  1. ใช้แทนการอุดฟัน ในกรณีที่ฟันของคุณซี่นั้นมีบริเวณที่ต้องการอุดเยอะมาก
  2. ป้องกันฟันที่อ่อนแอจากการแตกร้าว
  3. ซ่อมแซมฟันที่แตกร้าวได้
  4. ใช้เป็นที่ยึดฟันแทน
  5. แก้ไขปัญหาสีของฟันที่ไม่เท่ากันหรือมีฟันที่มีรูปร่างไม่ดีพอ
  6. ครอบฟันสำหรับฟันที่ได้รับการรักษารากฟันมาก่อน

 

และถ้าหากว่าฟันคุณหายไปอย่างน้อย 1 ซี่ ช่องว่างของฟันที่หายไป ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันที่เหลือเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่ว่างที่สุด จนทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน เนื่องจากฟันที่หายไปอาจจะนำไปสู่โรคเหงือก ซึ่งเป็นโรคข้อต่อขากรรไกรเอาได้

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ต้องใส่ฟันปลอมก็เพราะอายุวัยเรามากขึ้น สุขภาพฟันก็เริ่มเปราะ ผุมีปัญหาต้องถอน ต้องอุดกันต่อเนื่อง และวิธีเหล่านี้ก็สามารถช่วยรักษาสุขภาพฟันเอาไว้ได้ ทำให้เราสามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ยิ้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งนี้แล้ว ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพฟันและช่องปากก็ตาม เอาปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนสายไป ดังนั้น รีบมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการรับมือรักษาย่อมดีกว่า

โรคเหงือกอักเสบปัญหาสุขภาพฟันที่ต้องรับมือ

2-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a

คุณเคยเป็นโรคเหงือกอักเสบกันมั๊ย ? ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้ล้วนเคยเป็นโรคเหงือกอักเสบกันหมด เพราะในแต่ละวันพวกคุณจะต้องผ่านศึกสงครามที่ ฟันของคุณพบเจอและปะทะกันกับเศษอาหาร อันเป็นตัวกำเนิดและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเหงือกอักเสบ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมาขอแชร์ความรู้ในเรื่องนี้กัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่พวกคุณทุกคนด้วยครับผม

 

โรคเหงือกอักเสบคืออะไร ?

โรคเหงือกอักเสบ คือ อาการอักเสบของเหงือกซึ่งเป็นอาการแรกเริ่มของ “โรคเหงือก” ต่างๆ และเป็นอาการที่รักษาได้ง่าย สาเหตุโดยตรงของเหงือกอักเสบคือคราบแบคทีเรียที่เกาะอยู่ที่เหงือกและฟัน

ถ้าคราบแบคทีเรียไม่ถูกกำจัดออกไปเป็นประจำด้วยการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน คราบแบคทีเรียจะก่อให้เกิดสารพิษที่จะทำลายเนื้อเยื่อเหงือก และทำให้เกิดการอักเสบ ในช่วงแรกของโรคเหงือกนี้ สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากกระดูกฟันและเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อและยึดฟันไว้ยังไม่ถูกทำลาย แต่ถ้าทิ้งไว้นานไม่รักษา อาการเหงือกอักเสบก็อาจกลายเป็นโรคปริทันต์ได้ และทำให้เกิดความเสียหายกับฟันและขากรรไกรอย่างถาวร

 

เราจะรู้ว่าเป็นโรคเหงือกอักเสบได้อย่างไร ?

อาการที่พบมากสำหรับโรคนี้คือ การบวมแดงของเหงือกซึ่งอาจมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน อีกสัญญาณหนึ่งก็คือ เหงือกร่นจากตัวฟันซึ่งทำให้ฟันยาวขึ้น โรคเหงือกสามารถทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเหงือกกับฟันซึ่งเป็นที่สะสมของหินปูนและเศษอาหารได้ บางรายอาจมีกลิ่นปาก หรือมีรสแปลกๆในปาก แม้ว่าโรคจะยังไม่ลุกลาม

 

วิธีป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

การดูแลความสะอาดของช่องปากและฟันที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ควรหมั่นแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน นอกจากนี้ การทำความสะอาดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างทันตแพทย์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันเมื่อมีการสะสมตัวของคราบแบคทีเรียที่มากและแข็งจนกลายเป็นหินปูน ซึ่งทันตแพทย์เท่านั้นที่จะขจัดออกได้ เพียงเท่านี้ก็หมดปัญหาโรคเหงือกอักเสบระรานใจแล้วล่ะ

 

 

รับมือปัญหากลิ่นปาก (Halitosis)

1-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81

การที่คนเราจะมีกลิ่นปากนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประชากรทั่วประเทศล้วนประสบพบเจอกับปัญหาหรือมีกลิ่นปากติดตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นผู้ดีจนไปถึงคนระดับต่ำต้อย ทุกคนมักจะมีกลิ่นปากติดตัวด้วยกันทั้งนั้น

ปัจจุบัน มีการคาดการณ์เอาไว้ ประมาณ 40% ของประชาการโดยทั่วไป คือ มีปัญหากลิ่นปากเรื้อรัง กลิ่นปากอาจเกิดได้จากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น การดูแลสุขภาพปากไม่ดี การแปรงฟันหรือขัดฟันไม่ถูกวิธี โรคเหงือก การกินอาหารหรือเสพสารบางชนิด เช่น หัวหอม หรือ กระเทียม บุหรี่ หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาการปากแห้ง อันเนื่องมาจากยา การรักษาบางชนิด หรือการที่น้ำลายไม่หมุนเวียนในยามหลับ ซึ่งเรียกว่า “กลิ่นปากยามเช้า”

ปัจจัยภายในทางช่องปากที่สามารถมีผลต่อร่างกายอย่างเป็นระบบ ลิ้นก็เป็นส่วนที่แบคทีเรียต่าง ๆ เกาะตัวและเติบโตขึ้นได้เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นจะผลิตสารที่ก่อ ให้เกิดกลิ่นที่เรียกว่าเป็นสารระเหย (VSCs) โดยสาร VSC นี้ จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก นั่นก็คือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์และเมธิลเมอร์แคบแทน แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นปากส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณ ส่วนโคนลิ้น สาเหตุอื่น ๆ ของกลิ่นปากอาจได้แก่สาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ ปัญหาในช่องปากและฟัน อนามัยทางช่องปากไม่ดีพอ โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์กับปากคอแห้ง

กลิ่นปากสามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกอาจเป็นเรื่องของประเภทอาหารที่เรา รับประทานเข้าไป เช่น อาหารที่มีรสเผ็ดหรือมีกลิ่นตามธรรมชาติ  เครื่องเทศบางอย่างที่ใช้ในการประกอบอาหาร เช่น กระเทียม หัวหอม หรือแม้แต่ปลาทูน่าและทาโก หากคุณคิดว่ากลิ่นปากของคุณเกี่ยวข้องกับอาหารที่ คุณบริโภค ให้ลองบันทึกอาหารที่คุณรับประทานเพื่อระบุว่าเป็น เพราะเหตุผลนี้หรือไม่ ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถมี กลิ่นปากได้เช่นกัน

หากไม่อยากประสบกับปัญหากลิ่นปากแรงจากสาเหตุดังกล่าวก็อย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากหรือหมั่นบ้วนปากแปรงฟันอย่างถูกวิธี รวมถึงหมั่นตรวจเช็คสุขภาพฟันปีละ 2 ครั้งตามคำแนะนำของทันตแพทย์เพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปากเรานั่นเอง

 

ท่าโยคะลดบั้นท้าย

3.

ท่าโยคะลดบั้นท้าย
สาวๆ ออฟฟิศทั้งหลาย ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ต้องเจอกับปัญหาเรื่องสัดส่วนบั้นท้ายที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอส่องกระจกทีไรก็รู้สึกกลุ้มใจทุกที แล้วอย่างนี้จะออกกำลังกายแบบไหนให้บั้นท้ายกลับไปกระชับเหมือนเดิมได้ วันนี้เรามีท่าโยคะกระชับสัดส่วนบั้นท้ายได้สุดเป๊ะ มาฝากกันค่ะ
1. ท่านั่งเก้าอี้  ให้คุณยืนตรงแยกขาออกเล็กน้อย เหยียดเข่าให้ตึง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาให้เข่ากระชับ จากนั้นยกแขนขึ้นพนมมือไว้ที่ช่วงอก และย่อเข่าลงมาให้มากที่สุดจนขนานกับพื้น ยืดอก และลำตัวให้ตรง ค้างท่านี้ไว้ 30 วินาที ถึง 1 นาที แล้วค่อยๆ ปล่อยมือลง กลับมายืนตามเดิม โยคะท่านี้จะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนสะโพก หลังและกล้ามเนื้อส่วนสำคัญของร่างกาย เพื่อพยุงร่างกายให้สามารถยืนอยู่ในท่านี้ได้ จึงเป็นท่าที่สามารถกระชับสัดส่วนช่วงบั้นท้ายได้เป็นอย่างดีค่ะ
2. ท่าพระศิวะร่ายรำ โยคะท่านี้เลียนแบบมาจากรูปปั้นพระศิวะปางหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะยืนงอขาหนึ่งข้าง และขาอีกข้างหนึ่งก็ยกขึ้นในลักษณะงอกลางอากาศ พร้อมทั้งกางแขนออกด้านข้าง ท่านี้สามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อ แขน ขา หน้าท้อง น่อง สะโพกและก้นได้ดีมาก อีกทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อท้องแขนได้ดีอีกด้วยค่ะ
สาวคนไหนอยากจะลดสัดส่วนช่วงล่าง หรือบั้นท้าย จะลองนำโยคะที่เราแนะนำไปปฏิบัติกันดูที่บ้านก็ได้นะคะ เป็นท่าที่ทำไม่ยาก แต่รับรองผลว่าเด็ดแน่นอน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

Save

เคล็ดลับการแกว่งแขนลดพุงอย่างถูกวิธี

2.

เคล็ดลับการแกว่งแขนลดพุงอย่างถูกวิธี
หลายๆ คน คงรู้ถึงประโยชน์ของการแกว่งแขนกันแล้ว ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ช่วยป้องกันโรค ลดอาการปวดเมื่อย และยังเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดพุงได้อีกด้วย หากคุณต้องการจะให้ตัวเองได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนนั้น คุณต้องแกว่งแขนอย่างถูกวิธีด้วย วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ วิธีการแกว่งแขนลดพุงที่ถูกต้อง ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มาฝากกันค่ะ
1. ยืนตัวตรง แยกเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน ให้เท่ากับความกว้างของช่วงไหล่
2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงข้างลำตัวตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง
3. แขม่วท้องน้อย แล้วเหยียดหลังตรง ลำคอ ศีรษะ ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดกับพื้น ใช้ส้นเท้าเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึงๆ เป็นใช้ได
5. ตามองตรงไปที่จุดใดจุดหนึ่ง สลัดความกังวล ความคิดฟุ้งซ่านออกไปให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า
6. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม ประมาณ 30 องศากับลำตัว แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อย ทำมุมประมาณ 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง และต้องสะบัดมือทุกครั้ง เพื่อให้เลือดหมุนเวียนไปถึงปลายนิ้ว
ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และภายในหนึ่งวันควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการแล้วค่ะ

Save

การแกว่งแขนมีประโยชน์ช่วยลดพุง

1. แกว่งแขนลดพุง

การแกว่งแขนมีประโยชน์ช่วยลดพุง คุณเชื่อหรือไม่ว่า แค่การแกว่งแขนก็ช่วยให้คุณลดพุงได้ หากคุณแกว่งแขนต่อเนื่องกันสัก 10 นาที จะให้ประโยชน์ในเรื่องของการออกกำลังกาย คือช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรง ทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน แต่ถ้าหากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ผลดีแล้วละก็ ต้องทำติดต่อกันในระยะเวลานานกว่านั้น และทำบ่อยๆ ทุกวันได้ก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ต่างๆ ได้ดี วันนี้เรามีประโยชน์ของการแกว่งแขนที่ช่วยในการลดพุงมาฝากกันค่ะ 1. ลดการสะสมของไขมัน หากคุณออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน พร้อมกับควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยลดพุงได้มากทีเดียวค่ะ 2. ลดความดันโลหิตสูง เพราะ การแกว่งแขนจะช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ สม่ำเสมอ ไม่ติดขัด 3. ช่วยลดความเครียด ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น 4. แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ลดอาการปวดคอ บ่า มือชา และไหล่ติด จากการทำงาน 5. ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นำผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มาฝึกออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน นาน 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เห็นประโยชน์ดีๆ จากการแกว่างแขนกันแล้ว เห็นทีคราวนี้สาวๆ ที่จะผอมและมีสุขภาพดีต้องลุกขึ้นมาแกว่งแขนกันสักหน่อยแล้วค่ะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆ แม้กระทั่งคุณยืนดูทีวีก็สามารถแกว่งแขนตามไปด้วยก็ได้ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และยังช่วยเผาผลาญแคลอรีออกไปได้บ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ นะคะ หากคุณแกว่งแขนต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนค่ะ

Save